{Live Poetry No.7} สงครามในมือ สันติภาพใต้ฝ่าตีน
posted on 23 Oct 2009 06:53 by kaewtaa in OnMyWay
กลุ่ม Poet Live และเว็บไซต์ THAIPOETSOCIETY.COM
ขอเชิญร่วมงานอ่านฟังบทกวี ครั้งที่ 7
สันติภาพ ในมือ
X
สงคราม ใต้ฝ่าตีน
ศุกร์ที่ 30 ต.ค. 2552
ลานน้ำพุ สถาบันปรีดี พนมยงค์ สุขุมวิท 55 ซอยทองหล่อ กรุงเทพฯ
(งานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลศิลปะนานาพันธุ์ ภายใต้หัวข้อ “อภิวัฒน์สู่สันติ – Change to Peace” ระหว่างวันที่ 24 ต.ค. – 11 พ.ย. 2552)
18.00 น. ฟังวงดนตรีอิสระ buleteen
18.30 น. คำประกาศงานอ่านฟังบทกวี ครั้งที่ ๗
18.45 น. อ่านบทกวีโดยกลุ่ม Poet Live และกวี/ผู้เข้าร่วมงาน
20.00 น. อัตตวิจารณ์: ผู้เข้าร่วมงานวิจารณ์การอ่านบทกวีร่วมกัน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 08 9784 5958
rainny day & flowers fall.
posted on 13 Oct 2009 18:00 by kaewtaa in OnMyWay
หมอบอกว่าร่างกายฉันไม่ค่อยถูกกับอากาศชื้น เวลาฝนตกทำให้ฉันซึมเซา เว้นแต่จะทำโลดเต้นเล่นน้ำฝนไปซะเลย แต่ดูแล้วก็เกินกว่าวัยอย่างฉันจะทำ ตอนเช้าเนื้อตัวฉันหนักเหมือนจะจมหายไปในที่นอน บางวันฉันบ่นกับตัวเองบ่อยเกินไปจนน่ารำคาญ ไม่รู้เป็นเพราะฟ้าหม่นมัวหรือใจหม่นมัวกันแน่ แต่ถึงอย่างนั้นฉันชอบหลายอย่างของฤดูฝน ฉันชอบเช้าของค่ำคืนที่ฝนกระหน่ำสุดแรง ฉันชอบกลิ่นของมัน คล้ายกลิ่นของดินชื้นๆที่ยอดหญ้าผุดโผล่ขึ้นมาเป็นแพสีเขียว ฉันชอบเสียงบางหยาดหยดฝนที่หลงเหลือบนชายคาค่อยหล่นกระทบพื้น เปาะแปะ ฉันชอบกลีบดอกไม้ที่มีหยดน้ำค้างอยู่ ไม่ว่าจะบอบบางแค่ไหนสายฝนก็ไม่เคยทำให้มันช้ำ ฉันชอบแม้แต่ดอกที่ร่วงเกลื่อนกลาด อย่างน้อยก็ทำให้ถนนหนทางที่ต้องเดินผ่านดูอ่อนโยนขึ้น
ในหยาดหยดฝนสายเก่า
posted on 07 Oct 2009 07:51 by kaewtaa in MyPoetry
กางเขนบ้านเสียงหวาน
และอีกมากมายบทเพลงที่ไม่รู้จักผู้ขับ
ยามเช้าของชีวิต
ไม่มีเพลงนกโศกเศร้า
ยามร่วงไหลในโลกหม่นมัว
ฝ้าละอองหมองหม่นที่บานหน้าต่างดวงใจ
แล้ววันคืนที่ว่าหนักเหนื่อย
กลายเป็นค่อยช่วยปัดถูคราบไคลความเศร้าทีละน้อย
จนขณะหนึ่งปลอดโป่งเปิดรับ
เสียงเข็มนาฬิกา
ค่อนรินความแก่เฒ่าเติมให้กับโลก
เสียงหยาดฝนหยดจากหลังคา
ปลุกฉันให้ฟื้นตื่นในความอ่อนเยาว์
...
เป็นละอองฝนลึกซึ้ง
posted on 21 Sep 2009 23:04 by kaewtaa in KeepInMind
ฝนคือน้ำตาของฟ้าจริงหรือเปล่าฉันไม่รู้ รู้แต่ว่าฟ้าหลังฝนมันโปร่งเบาแจ่มใส ฝนปรอยๆ ดูทีว่าไม่มีหยุดหย่อนมีแต่จะยืดเยื้อเรื้อรังถึงแม้ว่าฤดูฝนต้องผ่านไปสักวันแน่ๆ แต่ระหว่างนั้นล่ะเราติดหล่มสีมัวซัว
ในนั้นเคยผ่านฤดูฝนหรือเปล่าหรือว่าใจของคุณเป็นสถานที่ไม่มีฤดูกาล เป็นดินแดนปราศจากสิ่งมีชีวิต คุณไม่เข้าใจความหมายของความแช่มชื่น เหี่ยวเฉา การค่อยๆ แย้มของกลีบดอกไม้และความหอมหวานของผลไม้สุกหรือดินแดนในหัวใจคุณเพียงสมมติฉากภาพจอมปลอม ปั้นแต่งจนเสมือนล่อแมลงผึ้งหลงทางในดงดอกไม้ลวงตา มีแต่ความสวยงามบาดตาหาได้มีชีวิต
โอ ฉันกระทั่งเป็นแมลงโง่เง่าตัวหนึ่ง บินตามดมดอมกลิ่นสีสังเคราะห์ โศกเศร้าเมื่อพบว่าไร้รวงน้ำหวาน สิ้นแรงกระพือปีกหวนกลับเมื่อตระหนักว่าผิดแล้ว ฝนฟ้าในใจตัวเองซัดปีกซบจมพื้นผิวใจดวงหนึ่งอันกระด้าง เป็นเพียงละอองฝนปรอยปรายอ่อนเบาอย่างมัวหม่นค่อยรินเอาความโศกเศร้าลึกซึ้งเป็นน้ำตาจากน่านฟ้าดวงใจ
จนกว่าจะหมด
ฤดูฝนใช่วันสองวัน