KeepInMind

ดอกไม้ ใบไม้ ข้างทาง

posted on 20 Mar 2008 00:03 by kaewtaa  in KeepInMind

 

 แอบหนีงานไปเลาะตามไหล่ทางมา

ไม่มีอะไรมากกว่าชมดอกไม้ ใบไม้ เรื่อยเปื่อย

 

   

หลบไปมองอะไรเขียว ๆ บ้าง

ช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ยังดี

แม้ว่าจะต้องแบกงานไปด้วย ก็ยังดี

 

เนื่องจากเป็นคนที่ไม่ค่อยสามารถอ่านหนังสือบนรถ

ระหว่างเดินทาง

เลยเป็นโอกาสชมดอกไม้ ใบหญ้า

บ้านเรือน เรือกสวน ผู้คน ชีวิต

และที่สำคัญ คิด ฟุ้งซ่าน

คิดเรื่องงานให้เจ็บหัวเล่น

 

  

นานแล้ว นานแล้ว

ที่ไม่ว่าจะไปไหนก็ไม่ตื่นเต้น

ดอกไม้ดอกไหน ดอกใหญ่ ดอกเล็ก

เบ่งบาน หรือ ร่วงแล้ว

ก็ไม่ตื่นเต้น

สวย ชอบ มอง มอง และมอง

แต่ไม่ตื่นเต้น

  

  

เวลาประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา

ยังไม่มีดอกไม้ดอกไหนสวยพอ

จะช่วงชิงพื้นที่ของงานระหว่างรอยหยักในสมองได้เลย

ไม่ว่าจะสีเหลือง สีชมพู สีส้ม

 

 

นั่งรถผ่านทุ่งนา

ต้นจิกออกดอกแดงเต็มต้น

เป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดของกรเดินทาง

ถึงขนาดต้องให้รถจอดเดินลงไปดู

ขอดูใกล้ ๆ หน่อยเถอะ

แหงนมองที่บนต้น

แล้วก้มลงมองที่ร่วงรายดิน

 

ก่อนกลับขึ้นรถแล้วเดินทางต่อไป

...

 

 

edit @ 20 Mar 2008 00:33:09 by แก้วตา

แววตาของเด็กๆ

posted on 12 Feb 2008 16:59 by kaewtaa  in KeepInMind

 

 

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ไปตราดมาค่ะ

อย่าได้คิดแม้แต่น้อยเลยว่าไปเที่ยว

ไปทำงานอย่างแน่นอนที่สุด

 

บ้านปากคลองน้ำเชี่ยว อยู่ห่างจากตัวเมืองตราด 10 กม.

แล้วถ้าล่องเรือออกไปตามคลอง แค่ 1.5 กม.

ก็ออกสู่อ่าวไทยแล้ว

ที่นี่มีการจัดการป่าชายเลนค่ะ

นั่นแหละเกี่ยวกับงานที่ต้องไปทำ

 

ไปถึงเราก็ต้องเก็บภาพมาซะหน่อย

แต่พ่อหนูน้อยคนนี้สิ แหมมาอยู่ในคลองสายตาเราได้

 

 

 

 

 เห็นแววตาฉงนของเค้าดูแล้วก็น่ารักดีค่ะ

แต่มองลงไปลึก ๆ แล้วมีแววเหงาหม่น ๆ เจืออยู่

จนแล้วจนรอดพ่อหนูก็ไม่ยอมยิ้มเลย

 

ด้วยเวลาที่จำกัด เราจึงไม่รู้จักกันไปมากกว่านี้

เสร็จงานกลับมาถึงกรุงเทพฯ เอาภาพมาเปิดดู

มองทีไรมันก็รู้สึกเหงาทุกทีสิ

 

เด็ก ๆ ไม่ควรจะมีแววตาเหงาอย่างนี้เลย

เป็นเรื่องราวประเภทไหนกัน ที่สามารถแต้มรอยเหงาไว้

ในแววตาเด็ก ๆ ได้

 

 

 

 

เรารู้จักกันน้อยนิดมาก

แต่ฉันว่าเค้าเหงานะ

...

 

 

edit @ 12 Feb 2008 17:27:32 by แก้วตา

 

...

เมื่อไหร่เอ็งจะเลิกเขียนอะไรเพ้อเจ้อซะทีวะ

 

ยังไงถึงเรียกว่าเพ้อเจ้อล่ะพี่

ก็อย่างที่เอ็งเขียนอยู่นั่นแหละ

 

แล้วต้องเขียนแบบไหนถึงจะไม่เพ้อเจ้อ

เอ็งใช้พื้นที่สาธารณะ มันก็ต้องรับผิดชอบต่อสังคมหน่อย

 

อืมม....

เอาไงดีล่ะอยากเขียนแบบนี้อ่ะ

เกรงใจคนอ่านต้องเสพงานเพ้อเจ้อ

สังคมเราก็ควรต้องรับผิดชอบ

ดีนะ จะได้ดูมีอุดมการณ์ตลอดเวลา

เก๋เท่ออก

 

คนทำงานพัฒนาอย่างอิฉัน

มาเขียนอะไรเพ้อเจ้ออย่างนี้เนี่ย

เสียภาพลักษณ์หมด

ปัญญาอ่อนเน๊อะ

 

แต่ชอบอ่ะ

เกรงใจจัง

วันนึง 24 ชั่วโมง

ขอรับผิดชอบสังคมซัก 12 ชั่วโมง พอป่ะ

ให้ได้แค่นี้แหละ

เต็มที่ สุดหัวใจเลยนะเนี่ย

 

แย่เน๊อะ

ห่วงใยคนอ่านขึ้นมาเลย

ระวังติดเชื้อเพ้อเจ้อนะจ๊ะ

โดยเฉพาะนักวิชาการผู้มีอุดมการณ์ทั้งหลาย

ห่วงใยจัง

ระวังขาดใจตายเพราะห่วงใยสังคม

 

 

...

 

 

 

 

 

ความเร่งรีบ และวุ่นวายดูเหมือนว่าจะไม่ยอมถอยห่าง

ออกไปจากชีวิตประจำวันเอาง่าย ๆ

จะหลีกเลี่ยงก็ไม่ได้ ในเมื่อยังต้องพบปะ และทำงาน

คนมากหน้าหลายตา

 

การเดินทางครั้งล่าสุด เพิ่งสุดสิ้นลงเมื่อไม่กี่ชั่วโมงผ่านมา

ใช้พลังงานไปมากมาย

 

งานที่ต้องจัดการด้วยแรงกาย แรงสมอง ก็พอดูอยู่แล้ว

ที่หนักกว่ากลับเป็นงานจัดการอารมณ์ความรู้สึก

ทั้งของตัวเอง และที่พร้อมจะคุขึ้นรอบข้าง

มากคน มันมากความจริง ๆ

 

 

 

 

แต่ละวันกว่าจะได้หลับนอนก็ล่วงเลยไปค่อนคืนแล้ว

งานแม้จะหนักเหนื่อย แต่ก็พอมีเวลาเงียบ ๆ

เงยหน้าขึ้นชื่นชม บนฟ้า

กระจ่างเหลือเกิน ทั้งดาว ทั้งจันทร์

 

อยู่เมืองก็แหงนมองบ่อย ๆ

ที่พบก็เพียงความหม่นมัว ใจคนมองก็พลอยหมองไปด้วย

ดาวดวงเดิมกันนี่แหละ

 

ใจดวงเดิมดวงเดียวกัน เมื่อวันก่อนที่มันลิงโลด

อยู่กลางดินกลางทราย ให้รู้สึกว่ามันเต็มมันตื้น

จนคิดไปว่าสามารถอยู่ที่ไหน ๆ ก็ได้ กับใครก็ได้

พร้อมที่จะรักอะไร ๆ ก็ได้

 

 

 

เมืองสามารถทำให้ใจหมอง อย่างที่ทำให้ดาวหม่น

ทุกครั้งที่แหงนมองมันให้รู้สึกว่าหัวใจตัวเองแหว่งวิ่น

 

ภายใต้ความจริงที่ว่าไม่มีความสมบูรณ์แบบในโลกนี้

ดาวดวงเล็กใช่ว่าจะสวยน้อยไป

จันทร์แหว่ง ๆ ใช่ว่าจะไร้ความงาม

ใจเราที่ยังรู้สึกว่าขาดใช่ว่าจะให้คนอื่นไม่ได้

เพียงแต่ให้มันพอดี พองาม

มันก็ย่อมมีความดีความงามของมันอยู่นั่นเอง

 

ความวุ่นวายก็เป็นอีกสีงที่ทำให้ชีวิตมีชีวา

แม้เลือกผู้คนและสถานที่ไม่ได้

แต่เราเลือกรูปแบบของความสัมพันธ์ได้

 

ค่อนรุ่งตื่นมาฟ้าเริ่มสาง

จันทร์ซีด ๆ เราก็ยังมองเห็นว่ามันสวย

สวยงามไปอีกแบบ

...

 

edit @ 28 Jan 2008 09:41:52 by แก้วตา

edit @ 28 Jan 2008 14:01:39 by แก้วตา

 

หลังจากวันหยุดปีใหม่

กลับมาสู่โต๊ะทำงานสุดที่รักด้วยจิตที่ไม่เบิกบานนัก

ราวกับว่าหัวใจมันไม่ได้พักเลย ทั้งที่ก็หยุดไปหลายวัน

 

บนโต๊ะมีโปสต์การ์ดหลายใบวางอยู่ หยิบขึ้นมาดู

ทุกใบเดินทางมาจาก"ปาย"

 

หลายคนคงเคยคิดในใจว่าสักครั้งน่า จะต้องไปสักครั้ง

ฉันก็เคยคิดอย่านั้น แต่พักหลัง ๆ เริ่มไม่แน่ใจ

เพราะใครต่อใครก็กลับมาเล่าว่าปายเปลี่ยนไปมาก

น้อง ๆ ถนนข้าวสารเลยที่เดียว

 

 

 

 

 

เพื่อน เจ้าของโปสต์การ์ดใบหนึ่งในจำนวน 5 ใบ ที่เดินทางมาจากปาย

รีบเอารูปมาอวด

 

หมอก  ฉันตื่นเต้นกับรูปหมอกเป็นพิเศษ

ไม่ใช่ไม่เคยเจอหมอก แค่ไม่เจอมานานแล้วก็เท่านั้น

คงเย็น ฉันคิดว่าถ้าได้ไปยืนกลางหมอกที่ลงจัดอย่างนั้น

อาจทำให้ใจของฉันเย็นลงบ้าง

 

 

 

 

 

 

ความคิดเรื่องไปปายสักครั้งกลับมาแจ่มชัดอีกหน

ขนาดคนที่ไปแล้วไปอีก เห็นความเปลี่ยนแปลงระหว่างเวลาที่ผ่าน

ก็ยังมีหลายต่อหลายคนกลับไปที่นั่นซ้ำ ๆ

 

ขณะที่ฉันเองก็เดินทางกลับไปบางสถานที่ซ้ำ ๆ

ค้นหาความรู้สึกเดิม ที่เคยสัมผัสและแอบโหยหา

บางครั้งผิดหวัง ห่อเหี่ยวใจ

 

อภิ เพื่อนแก้วตาจ่ะ (อภิกัญญา แปลว่า ซูปเปอร์หญิงงาม)

พัชนี(ครองแก้ว) อยู่เหมือนมาม่าซังเลยเพื่อนตู

 

 

บางทีอาจจะมีที่ทางบางที่กำลังรอคอยให้ฉันไปถึง

เพื่อพบกับอะไรบางอย่างที่รอคอยฉันอยู่

เพียงแต่ก้าวข้ามความหวั่นใจ ว่าอาจผิดหวัง

...

 

 

edit @ 13 Jan 2008 15:23:35 by แก้วตา

edit @ 13 Jan 2008 15:47:12 by แก้วตา

edit @ 13 Jan 2008 15:50:23 by แก้วตา